บ. ประกันชีวิตคะ เลิกมุขหลอกให้ไปสมัครงานเสียทีเถอะ ดิฉันเบื่อแล้ว
posted on 25 Nov 2009 18:01 by rablaze in LifeTalkเซ็ง เกรียนแตก หลังจากเจอโทรศัพท์สองสายซ้อน จากบริษัทประกันชีวิต
ที่มีภาพลักษณ์องค์กรอันดีงาม และชอบทำโฆษณาซึ้งกินใจ บริษัทหนึ่ง
ไม่ได้แอนตี้อะไรกับการขายประกัน ดิฉันเข้าใจเขาขายของของเขา
เข้าใจดีว่าพนักงานขายต้องทำยอดขาย ต้องพยายามปิดการขาย มันเป็นรายได้ของเขา
และการทำประกันชีวิต จริงๆมันก็เป็นกลไกช่วยในการออมเงินอย่างหนึ่ง
ไม่ต่างกับการฝากประจำในธนาคารสักเท่าไหร่
ดิฉันเข้าใจดี เพราะว่าเคยไปเรียนรู้งาน และเคยทำรายงานเกี่ยวกับบริษัทประกันชีวิตมาตอนปริญญาตรี
และดิฉันเองก็ทำประกันชีวิต เป็นลูกค้าของบริษัทประกันชีวิต แห่งเดียวกับที่ทำให้เกรียนแตกอยู่นี่นั่นล่ะ
ส่วนที่ยัวะ และรำคาญจนต้องมานั่งเขียนบล็อคระบายอยู่นี่ ไม่ใช่เพราะเขาโทรมาขายประกัน
แต่เพราะโทรมาให้ไปสมัครงาน สัมภาษณ์งาน!!!!
ซึ่งไอ้ระบบนี้ล่ะ ที่ดิฉัน เกลียด เกลียด เรือหายเลยค่ะ!!
ดิฉันเข้าใจดีว่าภาพลักษณ์ของพนักงานขายประกันชีวิตนั้น ค่อนข้างเป็นลบในสังคมไทย
การจะบอกให้ใครสักคนหนึ่งไปทำงาน หรือประกาศรับพนักงานขายประกันชีวิต มันยากที่จะมีคนไปสมัคร
นอกจากคนๆนั้นจะมีใจรักในงานทางด้านนี้จริงๆ ซึ่งดิฉันนับถือนะคะ คนที่สามารถขายประกันได้
เพราะดิฉันรู้ตัวดีค่ะ ว่าดิฉันทำงานด้านนี้ไม่ได้
ดิฉันไม่มีความสามารถพอที่จะขายสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ใน ณ ขณะนั้น
ดิฉันต้องท้าวความถึงครั้งแรกที่ได้รับโทรศัพท์ให้ไปสัมภาษณ์งานนี้เสียก่อน
เรื่องมีอยู่ว่า...
ก่อนที่ดิฉันจะเรียนจบ ราวๆต้นปีที่แล้วช่วงนั้นดิฉันเหลือแต่ทำวิทยานิพนธ์เท่านั้น
ดิฉันเลยคิดว่าจะหางานทำไปด้วย เพราะไม่มีคอร์สเวิร์คให้ต้องเข้าเรียนแล้ว
ดิฉันจึงหย่อน ประวัติ และเรซูเม่ ไปตามเวบหางาน
แล้วก็มีโทรศัพท์โทรมาให้ไปสัมภาษณ์งานจากบริษัทประกันแห่งนี้ค่ะ
โดยบอกว่าเป็นงานเอกสาร ทำงานในออฟฟิศ
ซึ่งดิฉันได้ตัดสินใจลองไปสัมภาษณ์งานดู ดิฉันถามรายละเอียดงานว่างานเป็นอย่างไรบ้าง
คุณเธอที่สัมภาษณ์ก็บอกค่ะ ว่าเป็นงานเอกสาร ทำงานในออฟฟิศ ทั่วไป
ถามด้วยซ้ำนะคะว่าใช่งานขายหรือเปล่า ซึ่งคุณเธอก็ย้ำว่าไม่ได้ให้ออกไปขายประกันนะคะ
เราก็ตกลงค่ะ จะลองดู ดีกว่าอยู่บ้านเปล่าๆ นั่งเขียนวิทยานิพนธ์จนสมองฝ่อ
ซึ่งก่อนเริ่มงานจะมีการฝึกอบรมก่อน
ดิฉันตื่นแต่ไก่โห่ ขับรถไปสถานที่อบรม
ซึ่งระหว่างนั้นจะมีการโทรหาเราตลอดว่าจะไปแน่รึเปล่าไปจริงๆใช่มั๊ย
ตอนนั้นก็รู้สึกแล้วว่ามันทะแม่งๆ แปลกๆ แต่ก็ เอาน่า แต่งตัวสวย ขับรถออกมาแล้ว
พอย่างเท้าไม่น้อย เข้าไปข้างในตึก เท่านั้นล่ะ
"แม่เจ้า แมร่งหลอกกรู!!!"
ดิฉันอุทานอย่างไพเราะอยู่ในใจ ในตอนนั้น
อบรมพนักงานธุรการเอกสารที่ไหน มีเด็กใส่ชุดนักเรียนมาฟังด้วย
และอีกหลายๆท่าน ที่แต่งตัวไม่เหมือนคนมาทำงานออฟฟิศ
ยืนเก้ๆกังๆ อยู่พัก ก็มีเพื่อนร่วมชะตากรรม แต่งตัวสวยเช้งเช่นกัน เข้ามาทัก
(ก็เสื้อเชิ้ตเข้ารูป กระโปรงทรงตรง รองเท้าคัชชู เครื่องแบบมาตรฐานของสาวน้อยมาสมัครงาน หรือเริ่มทำงานวันแรก นั่นแหล่ะ)
เค้าเข้ามาถามว่า มาอบรมทำงานเอกสาร งานออฟฟิศใช่ไหม ตำแหน่งผู้บริหารศูนย์ใช่ไหม?
ดิฉันก็ตอบไปว่า ใช่ค่ะ
แล้วเราทั้งสองก็มองหน้ากัน ประหนึ่งรู้จักกันมาแต่ชาติปางก่อน เข้าใจหัวอกกันในทันที
แต่ไหนๆก็มาแล้วลองเข้าไปฟังดูก็ได้
พอเข้าไปนั่งฟังจริงๆ ได้แต่หัวเราะ หึหึ อยู่ในใจ
โดยมีเพื่อนร่วมชะตากรรมนั่งบ่นอยู่ข้างๆ
ครึ่งเช้าเป็นประวัติองค์กร และสารพัดแคมเปญขายฝัน ที่ขุดมาอธิบายชักชวน
แน่ล่ะ ประเด็นหลักเน้นอยู่ที่การนำเสนอว่า รายได้ ดีเพียงใด
แต่ ก็ยังไม่ได้พูดตรงๆหรอกนะว่า ให้ขายประกันหรือไม่ ยังคงย้ำอยู่กับคำว่าผู้บริหารศูนย์
วิทยากรเล่าว่าตัวเองประสบความสำเร็จแค่ไหน บอกด้วยว่าแรกๆ ก็บริหารอย่างเดียว
แต่สุดท้ายก็ขายด้วย เพราะในเมื่อทำงานอยู่ในนี้แล้ว
มีสินค้าที่ดีอยู่ในมือ ก็อยากที่จะขายสิ่งดีๆ เสนอบริการดีๆให้กับคุณลูกค้า
ครึ่งบ่ายขึ้นมานั่งฟังต่อ (สังเกตได้เลยว่า มีบางคนหายไป)
เกี่ยวกับระบบโครงสร้าง การทำงาน การเลื่อนขั้น
ทำอย่างไรถึงจะได้เงิน และในระหว่างฝึกอบรมจะมีกิจกรรมอะไรบ้างที่ต้องทำ
แน่ล่ะ เริ่มมีพูดถึงการขายขึ้นมาแล้ว โดยพูดว่า
ถ้าเราไม่ลองทำเสียก่อน จะสอนงานและอธิบายคนอื่นอย่างไร
แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ระหว่างนี้เราจะมีพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือดูแลตลอด ไม่ต้องกลัว
"โอ้ จ้อด มันยอดมากเลยค่ะ"
"ใช่แล้วล่ะ ซาร่า มันง่ายกว่าที่คุณคิดเยอะ"
ประโยคเด็ดจากสองพิธีกรในรานการไดเร็คเซลล์ผุดขึ้นมาในหัว
เรายังคงนั่งหัวเราะ หึหึ ในใจต่อไปจนจบวัน
วันรุ่งขึ้นเหรอ ก็ไม่ไปน่ะสิ เสียเวลา
ยังมีการโทรมาตามอีกด้วยแน่ะ แม่ไม่ด่าไปตามสายโทรศัพท์ก็บุญเท่าไหร่แล้ว
มันเสียความรู้สึกน่ะ เหมือนถูกหลอก ว่างานเป็นแบบนี้แบบนั้น เป็นแบบที่เราต้องการ
แต่จริงๆมันไม่ใช่...
เพราะอะไร ก็เพราะไม่ว่ายังไงก็ต้องไปขายประกันอยู่ดี
(ซึ่งดิฉันบอกไปแต่แรกแล้วว่า ดิฉันไม่มีความสามารถและความสนใจในการขายสินค้าประเภทนี้จริงๆ)
ถ้าเข้าไปทำแล้ว แต่ไม่คิดจะขาย ต้องทำอย่างไร ก็ต้องหาเหยื่อมาต่อยอดให้ตำแหน่งตัวเองสูงขึ้นเรื่อยๆน่ะสิ
เข้าไปทำ ก็ต้องหาลูกทีม สมมติว่า 4 คน เราก็จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คน 4 คน
ทีนี้ 4 คนนี้ที่เป็นลูกทีมเรา เขาจะทำอย่างไรให้ตัวเองมีตำแหน่งสูงขึ้น
ก็แน่ล่ะ ไปหาลูกทีมตัวเองมาอีกคนละ 4 คน
วนเวียนเป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ยิ่งได้คนมาเป็นลูกทีมมาก ตัวเองก็จะได้มาก
เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วงหรอก ถึงคุณจะบอกว่าไม่ว่างไปสัมภาษณ์ เขาก็จะถามว่า วันนั้นล่ะ วันนี้ล่ะ
ยกตัวอย่างเช่น สายหนึ่งที่รับวันนี้ หลังจากหายไปร่วมปี แต่มาทันทีหลังจากที่อัพเรซูเม่ใหม่
จะนัดไปสัมภาษณ์วัน ศ นี้ตอน 10 โมง
พอบอกว่า ไม่ว่าง ก็เลื่อนมาเป็นวันพฤหัสแทน
เราก็บอกอีกว่าไม่ว่าง
ไม่รู้สามัญสำนึกส่วนไหน ของคนโทรที่ถามว่า
งั้นบ่ายวันนี้ว่างเข้ามาเลยไหมคะ
ดิฉันหันมองนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงกว่าๆ
พึมพำอยู่ในใจว่า
"เอ่อ นัดสัมภาษณ์งานหอกอะไรกระทันหันแบบนี้แม่คุณ มันเกินไปหน่อยมั๊ย อยากได้กรูไปเป็นฐานให้เหยียบ เพื่อคุณเมิงจะได้เงินเพิ่มขนาดนั้นเลยเรอะ!!"
ในสภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบนี้ ใครๆก็อยากได้งาน อยากได้เงินทั้งนั้น
แต่ถ้าเป็นรูปแบบนี้ บอกตรงๆนะคะ ดิฉันรับไม่ได้จริงๆ
คุณอยากได้พนักงานขาย หรืออะไรก็ว่าไป
แต่ไม่ใช่หลอกลวงชาวบ้าน ให้ความหวังว่า งานเป็นแบบนั้นแบบนี้
แล้วสุดท้ายไม่ได้เป็นอย่างที่เขาต้องการ
เขาเสียเวลา เสียเงินค่าเดินทาง
ที่สำคัญที่สุดคือ เสียความรู้สึกมากๆ
แล้วนี่ทยอยเขียนแต่บ่ายโมง เพราะออกไปซื้อของเข้าบ้านด้วย
ระหว่างที่อยู่นอกบ้านนั่นล่ะ เจออีกสามสาย แต่สายสุดท้ายเป็นอีกบริษัทหนึ่ง
แต่ให้ตายเถอะ แพทเทิร์นการพูด ยังกะจบมาจากที่เดียวกัน
"เป็นงานทำเกี่ยวกับเอกสาร งานเข้า 10 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น หยุดเสาร์ อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ตามปกติ ฯลฯ"
แหม ..... ทำไปได้
สรุปวันนี้เจอไป 5 สาย มันน่าเกรียนแตกมั๊ยล่ะ หืมม?!!!
edit @ 25 Nov 2009 20:36:58 by rablaze
edit จัดขนาดตัวอักษรใหม่
edit @ 25 Nov 2009 20:40:26 by rablaze